สปอยล์แบบเจาะเกราะ : The Holy Mountain / 1973 (การเดินทางไปสู่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์และชีวิตอมตะ)   Share




161. สปอยล์แบบเจาะเกราะ : The Holy Mountain / 1973 (การเดินทางไปสู่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์และชีวิตอมตะ)

มันจะทำให้คุณบ้าอย่างบรรลุโสดาบัน!

หนังชื่อ The Holy Mountain / 1973 หรือ La montaña sagrada / 1973 (ชื่อฉบับ original title) ผลงานการกำกับของ Director: Alejandro Jodorowsky เป็นงานร่วมทุนสร้างระหว่างเม็กซิโกและอเมริกา หนังถูกจัดไว้ในประเภท Genres: Adventure | Drama | Fantasy ท่ามกลางเสียงเล่าลือในหมู่คนที่เคยรับชมมันว่า “หนังแรงมาก แรงชนิดนรกแตก ทำลายศีลธรรมจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดี และไม่คิดว่ามันจะสร้างมาเพื่อให้มนุษย์ในโลกปกติดูกัน….”

ใน The Holy Mountain / 1973 หนังโฟกัสลงไปที่เรื่องราวของอาจารย์ผู้วิเศษท่านหนึ่ง(นักเล่นแร่แปรธาตุ) ที่กำลังเป็นแสงสว่างชี้นำทาง….หญิงสาวผิวสีผู้รับใช้ใกล้ชิด, “โจร” หรือชายเคราดกที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายพระเยซูคริสต์  และผู้ทรงอำนาจทั้ง 7 ผู้ทรงอำนาจของดาวพระเคราะห์ ให้ร่วมเดินทางไปยังภูเขาศักดิ์สิทธิ์อันสาบสูญ เพื่อค้นหาชีวิตอมตะร่วมกัน….

****** ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
หนังดีมากมาย ดูจบไปรอบแรกเกิดอาการ งง  ต้องมาดูรอบ 2 (ซึ่งก็ยัง งง ในบางจุด) เลยขอดูรอบ 3 (จนหายเมา 555+) หนังเล่นในประเด็นเสียดสีศีลธรรมในมนุษย์มากมาย ในชนชั้นปกครองในหลายๆด้าน ขณะเดียวกันหนังก็เสียดสีคติความเชื่อในแบบเก่าก่อนคร่ำครึด้วยความจริงที่ปรากฏตรงเบื้องหน้าร่วมกัน(ทั้งจากทีมนักแสดงเอง และจากคนดู) หนังมีฉากที่เล่นกันแรงๆ….เยอะมาก  มันเสื่อม ทำลายศีลธรรม ความยับยั้งชั่งใจ คล้ายโลกของคนบ้า บ้าอย่างจับจิตจับใจ บ้าอย่างบรรลุโสดาบัน! ใครดูเรื่องนี้จบแล้วไม่เมาเนี่ยๆนับถือเลย(555+) ด้านหนึ่งก็อยากให้คะแนน 10 / 10 คะแนนแด่หนังเรื่องนี้ ส่วนอีกด้านก็อยากให้ -10 / 10 คะแนนแด่มัน ไม่รู้สิ….มันอาจจะดีก็ได้ หรืออาจจะไม่ดีก็ได้  เอาเป็นว่า ผมไม่ขอตัดเกรดให้คะแนนใดใดกับหนังเรื่องนี้น่าจะดีกว่า(นะเออ)  ด้วยความเคารพ….อยากให้คุณเสพฯ-รับชมมันกับตาจริงๆก่อนตัดสินใจให้คะแนนครับ (เรื่องนี้ขอ : งดให้คะแนน!!)


* อนึ่ง โครงเรื่องหลักๆของหนัง+ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มีเพียงเท่านี้จริงๆ แต่ขอบอกว่าเรื่องราวภายในหนังนั้นความยาวมาก ตัวหนังทั้งเรื่องยาวถึง 114 นาทีเชียว  มันมีอะไรให้ได้ชวนขบคิด หวาดสะพรึงขนหัว และร่วมค้นหากันอีกเพียบ(ในระดับของเรต 18+ และ 20+ ) ซึ่งท่านสามารถเสพฯหนัง แลเรื่องราวเหล่านั้นได้ในบรรทัดล่าง ต่อไปนี้นะเออ….. (คนที่ไม่ต้องการทราบเนื้อหา และส่วนสำคัญของหนัง โปรดอย่าเลื่อนลงไปอ่านโดยเด็ดขาด! ส่วนใครที่ยังไม่มีโอกาสได้รับชมหนังเรื่องนี้ตรงๆ แต่อยากอ่านสปอยล์ หรือเพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ่งยิ่งขึ้น…. เชิญเสพฯได้ตามสะดวกนะเออ / ส่วนจะสปอยล์ถูก หรือผิดประการใด ขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วยจ้า…..)




****** สปอยล์ : The Holy Mountain / 1973 (การเดินทางไปสู่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์และชีวิตอมตะ) #สปอยล์เวอร์ชั่นละเอียดยิบ! (ชนิดไม่ต้องดูหนังจนจบเรื่องก็สามารถเข้าใจได้)




เปิดเรื่อง….   หนังนำพาผู้ชมไปสู่เรือนชานของผู้มีอำนาจนางหนึ่ง เธอเป็นหญิงสาวในชุดและหมวกสีดำที่กำลังแก้ผ้าสาวกสาวผมทองอีก 2 นางตรงหน้าอย่างเคร่งเครียด หลังจากแก้ผ้าจนสาวกสาวล่อนจ้อนหมดแล้ว นางก็ใช้ปัตตาเลี่ยนโกนผมของสองสาวจนโล้น  แล้วกอดเธอทั้งสองเอาไว้ด้วยความรัก…..

หลังจากนั้นหนังก็เปลี่ยนมานำเสนอภาพเรื่องราวทางศาสนา, กายร่างของมนุษย์, ดวงตา, และกุญแจอันชี้นำไปสู่….ชีวิตชั่วนิจนิรันดร์(ชีวิตอมตะ?)

แล้วหนังก็โฟกัสลงมาที่สถานที่รกร้างห่างไกลผู้คนคล้ายแดนเถื่อน กับชายคนหนึ่งที่คล้ายกับว่าเขานอนตายอยู่บนพื้นดิน มีฝูงแมลงวันเกาะเต็มใบหน้า ที่เป้ากางเกง เขากำลังปัสสาวะรดออกมานองพื้นดิน ไม่นาน….ชายพิการแขนขาลีบก็วิ่งเข้ามาช่วยเขา ชายพิการตะโกนและโบกมือเรียกฝูงเด็กเปลือยจำนวนนับได้ 20-30 คน วิ่งออกมาจากเนินดินเพื่อช่วยชายผู้นอนตายคนดังกล่าว ชายคนนี้ถูกเอาตัวไปมัดตรึงไว้คล้ายพระเยซูคริสต์ในตอนโดนตรึงกางเขน แล้วฝูงเด็กเปลือยก็ช่วยกันปาหินใส่เขาจนตื่นฟื้นขึ้นมาจากภวังค์….

ใช่….ชายคนนี้ไม่ใช่พระเยซู แต่พวกเรากลับมองว่าเขาคือพระเยซู และอาจคล้ายพระเยซูอย่างจงใจ แต่แท้จริงแล้วเขาทำอาชีพเป็นโจรลักขโมย (ผู้กำกับของหนังเรื่องนี้ Director: Alejandro Jodorowsky เรียกชื่อของเขาว่า “The Thief” แปลความหมายว่า “โจร” ผู้เขียนถึงขอหลีกเลี่ยงคำว่า “เยซูคริสต์” แต่ขอเรียกชื่อตัวละครดังกล่าวนี้ว่า “โจร” ตามแบบผู้กำกับ นะเออ)

“โจร” ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเพื่อนผู้พิการด้วยบุหรี่ที่ยัดไส้กัญชา ทั้งคู่สูบกัญชาด้วยกัน ร่วมหัวเราะด้วยกัน แล้วก็เป็นเพื่อนกันในที่สุด ไม่นานเพื่อนผู้พิการก็ชวนโจรไปเที่ยวในเมือง ขณะที่คนทั้งคู่เดินชมเมืองต่างได้พบความจริงในโลกนี้มากมาย พวกเขาได้เห็นผู้คนภายในเมืองแห่งนี้ที่ดูว่าศิวิไลกำลังถูกทหารกล้าใช้อาวุธเข้าทำร้าย จับตรึงเสาไม้ แล้วก็ยิงเป้าทิ้งทีละคน ประชาชนคนไหนที่ไม่ก้มหัวให้ทหาร  พวกมันต้องตายด้วยห่ากระสุนจากลำกล้องของปืนที่ซื้อมาจากเงินภาษีของประชาชนเอง  ฉากต่อมาเป็นฉากที่พลทหารเริ่มแห่ซากหมาบนแท่นไม้นับร้อยตัว เป็นหมาที่ถูกเลาะผิวหนังออกจนหมด ใช่….มันตายแล้ว ประชาชนบางกลุ่มเริ่มไม่พอใจวิ่งออกมาสู้กับทรราชทหาร แล้วก็ถูกยิง เลือดที่กระจายออกมาจากรูกระสุนกลายเป็นนกกระจอก และนกพิราบโบยบินออกมา ท่ามกลางกลุ่มประชาชนที่ฝักใฝ่ทหารยืนถ่ายภาพและคลิป VDO อย่างเริงรื่น พวกเธอดีใจที่ได้เป็นฝ่ายเดียวกับทหารแม้จะถูกทหารลากมาข่มขืนตรงหน้าก็ตาม ใช่….ประชาชนทุกคนที่นี่ต่างมีรอยยิ้มจากฤทธิ์ของยาบางตัวที่ชื่อ “Brainwashing” ซึ่งมีใช้กันอย่างแพร่หลายในบางประเทศ ทุกคนมีรอยยิ้ม รวมทั้งโจรและเพื่อนผู้พิการของเขาต่างก็กำลังมีรอยยิ้มเช่นกัน พวกเขาทั้งสองช่วยกันถ่ายคลิปหญิงสาวที่กำลังถูกพลทหารข่มขืนตรงใจกลางเมืองอย่างมีความสุข





หลังจากนั้นเพื่อนคู่หูก็เดินทางต่อไปยังคณะละครสัตว์คางคกและกิ้งก่า ที่กำลังจะเปิดรอบแสดงในไม่ช้า มันเป็นเรื่องราวการแสดง ณ ช่วงเวลาที่ประเทศสเปนยกพลทางเรือขึ้นบกที่ประเทศเม็กซิโก พวกเขาสามารถบุกปราบนักรบของจักรวรรดิแอซเท็กโบราณลงได้ทั้งเมือง พร้อมยึดที่นี่ไว้คอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ลานและตัวอาคารสำหรับบูชายัญเทพเจ้าถูกระเบิดจนโลหิตกระจาย ทุกคนตาย เลือดท่วมเมือง เพื่อนผู้พิการและโจรต่างมองเห็นระเบิดลงตรงกลางเมือง เห็นฝูงคางคกและกิ้งก่าแห่งเม็กซิโก(จักรวรรดิแอซเท็ก)ถูกฆ่าตายลงเป็นจำนวนมาก….แล้วคนทั้งคู่ก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง


หลังดูละครสัตว์จบ เพื่อนผู้พิการและเยซูโจรก็เดินทางท่องเที่ยวต่อไปยังกลางเมือง ลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนเจอเข้ากับกลุ่มนักแสดงเป็นนักรบชาวโรมัน และพระแม่มารี กำลังนั่งขายรูปพระเยซูคริสต์ขนาดเล็กสำหรับบูชาอยู่ตรงบริเวณข้างทาง  มีสาวๆนักท่องเที่ยวมาซื้อสัญลักษณ์รูปพระเยซูคริสต์ถูกตรึงกางเขน แล้วก็เอามาถ่ายรูปคู่กับ “จุ๋มจิ๋ม” ของนางอย่างสนุกสนาน

พระแม่มารี และนักรบชาวโรมันแลเห็นโจรกับเพื่อนผู้พิการก็เรียกมาดื่มเหล้า โจรเป็นนักดื่มตัวยงจึงถูกมอมเหล้าวอดก้าจนสลบ จากนั้นพวกนักรบโรมันและพระแม่มารีก็ถีบเพื่อนผู้พิการทิ้งไป แล้วจับเอาโจรมาแก้ผ้าจนหมด พวกเขาจ้องมองดูร่างเปลือย อวัยวะสืบพันธุ์ของโจร แล้วก็ยิ้มร่า จากนั้นจึงเอาร่างดังกล่าวมาเทปูนเพื่อหล่อเบ้าสำหรับสร้างรูปประติมากรรม “พระเยซูคริสต์” เพื่อขายให้นักท่องเที่ยววิปลาสกลางเมืองได้ซื้อหากัน

หลายวันผ่านไป  โจรตื่นขึ้นมาแล้วก็พบเห็นรูปปั้นของตนเองเป็นจำนวนมาก นับได้หลายร้อยตนก็เกิดอาการบ้า เขาทำลายรูปประติมากรรมเยซูคริสต์(ที่หล่อมาจากร่างของเขา)จนแทบหมดสิ้น แล้วก็ไปตามกระทืบทหารโรมันและพระแม่มารีจนยอมแพ้ โจรที่บัดนี้นุ่งเพียงกางเกงในจีสตริง ใบหน้าของเขาเกิดอารมณ์เศร้าหมองอย่างถึงที่สุด

โจรแบกรูปปั้นตัวสุดท้ายที่ยังไม่ถูกทำลาย เดินไปยังกลางเมืองพร้อมสาวๆในชุดวาบหวานที่มีศรัทธาในโจรจำนวน 20 กว่าคน เดินเข้าไปในเมือง เรื่อยๆ เดินผ่านกลุ่มประชาชนที่กำลังถูกทหารทรราชฆ่า และกลุ่มประชาชนที่รักทหาร กำลังเต้นรำกับทหารอย่างมีความสุข

ความคิดเห็นที่ 1


โจรเริ่มเกิดอาการจิตตก เขาแบกหุ่นเยซูคริสต์ไปที่โบสถ์แห่งหนึ่งเพื่อถวายมันมอบแด่พระสันตะปาปา แต่ปรากฏว่า ดันไปเจอพระสันตะปาปากำลังนอนกกหุ่นพระเยซูคริสต์อีกตนเข้าพอดี พระสันตะปาปาโกรธจัดไล่โจรและสาวกสาวๆในชุดวาบหวิวให้ออกไปจากโบสถ์  โจรและกลุ่มสาวกจึงเดินทางไปยังชานเมืองแทน นำรูปปั้นพระเยซูคริสต์มัดขาห้อยกับลูกโป่ง(ให้ศีรษะของท่านทิ้งดิ่งลงพื้น) แล้วก็ปล่อยมือ  ภาพที่เห็นคือลูกโป่งสีฟ้า และลูกโป่งสีแดง จำนวนนับได้เป็นร้อยลูก กำลังนำพาหุ่นพระเยซูคริสต์ ลอยล่องขึ้นไปบนฟ้าอย่างเชื่องช้า….

ภายในเมือง  ตอนนี้เองที่ชาวเมืองทั้งหลายเริ่มมองขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วก็เห็นพระเยซูคริสต์กำลังลอยอยู่ ขณะเดียวกันโจรก็วิ่งมากลางเมืองพอดี สมอเหล็กขนาดใหญ่ถูกทิ้งดิ่งลงมาจากยอดของตึกหลังหนึ่ง โจรยิ้ม แล้ววิ่งไปขี่สมอเหล็กเพื่อบินขึ้นไปยังยอดตึกปริศนา ซึ่ง….บนยอดตึกเราเห็นรูขนาดใหญ่  มีผ้าขาวกั้นไว้ตรงกลาง โจรเริ่มสงสัยว่ามีอะไรซ่อนไว้ข้างใน เขาจึงเริ่มใช้มีดเจาะมันออก แล้วก็กระโดดเข้าไปจนผ้าขาวผืนนั้นแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ แล้วก็พบว่า….ภาพในรู  มีพื้นที่ขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ มันคือ “ห้องสำหรับพักผ่อน” ของใครบางคน




ภายในห้องขนาดใหญ่หลังนั้นมีหญิงสาวผิวสีในชุดเปลือยเปล่า, อูฐตัวใหญ่ตัวหนึ่ง, ชายในชุดขาว, และแพะ 2 ตัวขนาบข้างซ้ายขวา

ชายชุดขาวบอกว่าตนเองเป็นพระอาจารย์ผู้วิเศษ(นักเล่นแร่แปรธาตุ) เรามองเห็นผีร้ายที่กำลังสิงสู่ภายในตัวท่าน โจรไม่เชื่อฟัง จึงเกิดการต่อสู้กัน ปรากฏว่าอาจารย์เป็นฝ่ายชนะ เขาปราบโจรลงได้ พร้อมกับให้สาวก(สาวเปลือยผิวสี)ใช้มีดแทงลงไปที่ต้นคอของโจรเพื่อดึง “ปลาหมึกดำ” อันถือว่าเป็นผีร้ายที่สิงอยู่ภายในตัวของโจรออกมาได้สำเร็จ

แล้วพระอาจารย์ก็พูดกับโจรว่า “เจ้าอยากได้ทองใช่ไหม?”
โจรตอบกลับว่า “ใช่”

แล้วพระอาจารย์ก็นำร่างของโจรไปชำระล้างกายร่างในห้องอาบน้ำแห่งหนึ่ง คือห้องที่มีหญิงเปลือย และฮิปโปโปเตมัสลอยอยู่ในอ่างอาบน้ำ  หญิงสาวเปลือยใช้ฝ่ามือล้วงเข้าไปภายในรูทวารของโจรจนได้ก้อนขี้ของเขามาก้อนหนึ่ง จากนั้นจึงนำก้อนขี้ก้อนนั้นไปเก็บไว้ภายในขวดโหลแก้วสวยงาม พระอาจารย์และหญิงสาวเปลือยช่วยกันจับโจรไปขังไว้ภายในอ่างแก้ว(คล้ายที่อบซาวน่า) พระอาจารย์จัดการใส่สมุนไพรนานาชนิดลงไปในห้องอบ แล้วร่ายพระคาถา จนโจรขับพิษออกมาจากร่างกายมากมาย พร้อมๆกับที่ขี้ของเขาที่ถูกเก็บไว้ภายในขวดโหลแก้วเปลี่ยนกลายเป็นทองคำสุกสกาวสวยงาม อาจารย์มอบขี้ซึ่งบัดนี้ได้เปลี่ยนกลายเป็นทองคำมอบกลับให้โจร ตรงนี้เองที่ทำให้โจรเกิดความเลื่อมใสชายผู้นี้เป็นยิ่ง จนเขาเรียกชายคนนี้กลับไปว่า “พระอาจารย์” อย่างเต็มปากเต็มคำ แล้วจึงขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์นับแต่บัดนั้น


ที่บ้านบนยอดตึกสีส้มนี้เอง ที่เยซูโจรได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนวิชาต่างๆมากมายจากพระอาจารย์ของเขา โจรฝึกวิชาของพระอาจารย์จนหมดสิ้นแตกฉาน จนอยู่มาวันหนึ่งพระอาจารย์ก็พาโจรไปยังห้องที่อยู่ลึกที่สุดของตึกส้มหลังนี้ เป็นห้องลับวงกลม ที่พื้นสามารถหมุนได้ เช่นเดียวกับกำแพงทุกทิศทางที่สามารถหมุนได้ในตัวของมันเอง บนกำแพงของห้องๆนี้เองที่ปรากฏร่างจำลองของชาย-หญิงจำนวน 7 คนถูกตรึงไว้บนกำแพง แล้วพระอาจารย์ก็พูดว่า “อาหารอันโอชะของผู้หิวโหยนั้น มิได้เป็นของชาวประมง ผู้เป็นอาจารย์ต่างหากที่เสาะแสวงหาสานุศิษย์ของตนเอง เจ้าใคร่รู้ความลับเหล่านี้ แต่คนเรามิอาจบรรลุสิ่งใดใดได้ด้วยตนเอง งานทางด้านสสารจะสำฤทธิ์ผลได้นั้น เจ้าจำต้องใช้มิตรสหายเหล่านี้ด้วย พวกเขาคือโจรเหมือนเจ้า แต่คนละระดับกัน พวกเขาคือผู้ที่ทรงพลังที่สุดบนดาวพระเคราะห์ทั้งหลาย ทั้งนักอุตสาหกรรม และนักการเมือง”

แล้วพระอาจารย์ก็จูงมือโจรให้มารู้จักกับร่างจำลองของชาย-หญิงทั้ง 7  ทีละคนๆ  ดังต่อไปนี้….

( 1. ) คนแรก เป็นหนุ่มผมยาวร่างผอมสูง ชื่อ “ฟอน” ผู้ประจำอยู่ดาวศุกร์ หน้าที่หลักของฟอนคือการอุทิศความสุขสบายและความงดงามให้แก่ร่างกายของมนุษย์ เขามีโรงงานผลิตเครื่องนอนที่ใหญ่มาก เขามีคุณพ่อเป็นทั้งผู้ปกครอง, เจ้าของหลัก, และที่ปรึกษาของโรงงาน แม้นคุณพ่อท่านจะเป็นใบ้-หูหนวก-และตาบอด ท่านก็ยังคงเป็นที่ปรึกษาให้ฟอนที่ดี เวลาที่พ่อจะตัดสินใจว่าโรงงานผลิตเครื่องนอนของฟอนจะดำเนินการไปในทิศทางใด พ่อจะขอคำปรึกษากับแม่เสมอ ท่านจะเอามือล้วงเข้าไปใต้กระโปรง ล้วงเข้าไปในกางเกงชั้นในของแม่ ถ้า “เยิ้ม” ก็คือตกลง ถ้า “แห้ง” คือปฏิเสธ คนงานหญิงในโรงงานแห่งนี้ทุกคนนอกจากมีหน้าที่ทำงานแล้ว ทุกคนต้องมาเป็นเมียของฟอนด้วย เพราะเราจะร่วมรักกันในเวลาทำงาน ภายในโรงงาน และบนเตียงนอนอันแสนอ่อนนุ่ม โรงงานของเราผลิตร่างกายปลอมเลียนแบบมนุษย์ให้มนุษย์ที่ขาดหายเพียงบางสิ่งบางอย่างได้เริงรื่นกับมัน

( 2. ) คนที่สอง เป็นสาวผมสั้นผิวสี ชื่อ “อิสล่า” เธอประจำอยู่ดาวอังคาร (คนนี้คือเจ้าลัทธิ สาวชุดดำที่จับสาวกสองสาวมาโกนผมตอนหนังเปิดเรื่องนั่นแหล่ะ) อิสล่าเธอคิดว่าเธอเป็นผู้ชาย(มั๊ง) กลางคืนเธอมักที่จะนอนกกสาวๆที่เปลือยกายอยู่บนเตียงนอนพร้อมกับสุนัขขนปุยอีก 2-3 ตัว ทุกเช้านางจะตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นเสมอ พร้อมกับการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดสูท-ผูกเนคไทเท่ห์ๆ กางเกงขายาวรัดรูป พร้อมออกไปเดินชม “ฝูงเลขานุการชาย” (คนเปลือย)ของเธออย่างสนุกสนานทุกเช้า อิสล่ามีโรงงานผลิตอาวุธในทุกรูปแบบ รวมถึงยาบางตัวที่สามารถเปลี่ยนให้มนุษย์เกิดอาการ “คลั่ง-อยากฆ่าคน” เรามีปืนเฉพาะแนวสำหรับใช้ฆ่าในทุกๆศาสนาไม่ว่าจะเป็น อาวุธปืนของชาวพุทธ, อาวุธปืนของชาวยิว, และอาวุธปืนของชาวคริสต์ศาสนิกชน เอาไว้ฆ่ากันไง สนุกดีออก….

( 3. ) คนที่สาม เป็นชายหัวล้าน ชื่อ “เคลน” เขาประจำอยู่ดาวพฤหัสบดี เคลนอาศัยอยู่ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่กับภรรยายังสาว นอกจากนี้เขายังมีชู้รัก(กิ๊กสาวผมหยิก)อัตราค่ามีอะไรด้วยสัปดาห์ละ 1,000 เหรียญเชียวนะ  เขาชอบหิ้วเธอมามีอะไรด้วยภายในรถส่วนตัวเป็นประจำ อาชีพของเขาน่ะเหรอ เคลนมีโรงงานศิลปะขนาดใหญ่หลังหนึ่งไว้ในครอบครอง โรงงานของเขาผลิตศิลปะแขนงใหม่ออกขายทุกสัปดาห์ ซึ่งมันคืองานศิลปะที่ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับ “เพศ” เป็นหลัก บางครั้งเคลนชอบทดสอบผลงานศิลปะของเขา โดยการนอน แล้วลืมตาดูแก้มก้นของหญิงสาวที่ดำรงชีวิตอยู่ภายในตู้เหล็กสี่เหลี่ยมอย่างสุขใจ เขาเริ่มใช้ฝ่ามือแทงแก้มก้นทั้งสอง และใช้นิ้วมือแทงเข้าไปในรูทวารของหญิงสาวที่ดำรงชีวิตอยู่ภายในตู้เหล็กสี่เหลี่ยมอย่างเป็นสุข เอ่อ….ลืมบอกไปว่าผลงานศิลปะของเคลนตัวล่าสุดคือ “เครื่องรัก” มันเป็นเครื่องเหล็กทรงกลมคล้ายโยนี(อวัยวะเพศหญิง) ถ้าคุณเอาแท่งจำลองอวัยวะเพศชายความยาว 2 เมตรมาเสียบเข้าไปภายในรูนะ โยนีจะส่งเสียงร้องออกมาอย่างมีความสุข จนมันเริ่มหลั่งน้ำเยิ้มๆออกมาจากข้างใน ไม่นาน จะมีลูกที่เกิดออกมาจากโยนีอันนี้แหล่ะ ส่งเสียงร้องคล้ายเด็กทารกอย่างน่าเอ็นดู  ใช่….เด็ดทารกเกิดออกมาจากช่องคลอดของแม่ที่เป็น “ช่องคลอดเหล็ก”


( 4. ) คนที่สี่ เป็นผู้หญิง สาวผมแดง ชื่อ “เซล” เธอประจำอยู่ดาวเสาร์ โลกปกติของเซล เธอเป็นเจ้าแม่ผู้ควบคุมคณะละครสัตว์คณะที่ใหญ่ที่สุดภายในเมืองแห่งนี้ เซลชอบเล่นเป็นตัวตลก แต่เมื่อใดก็ตามเธอลบแป้งบนใบหน้าออก ใส่ชุดกระโปรงสวยงาม เธอจะเป็น “เจ้าแม่ผู้ครอบครองโรงงานผลิตของเล่น” ในทันที  ที่นี่เป็นโรงงานผลิตของเล่นที่มีทหารในเครื่องแบบติดอาวุธหนักประจำตัวให้การคุ้มครองอย่างแน่นหนาเลยนะ  ไม่ต้องแปลกใจไปหรอก เพราะโรงงานแห่งนี้ คือ “โรงงานผลิตของเล่นสงคราม” ที่จะเอาไว้ให้เด็กๆในเมืองของเราถือไปสังหารอริศัตรู รัฐบาลของประเทศเรา(เม็กซิโก)เป็นลูกค้ารายใหญ่ของโรงงานผลิตของเล่นสงครามแห่งนี้ เรามีเครือข่ายข้อมูลที่สามารถพยากรณ์ผลได้ว่า ในอนาคตรัฐบาลของประเทศเราจะไปทำสงครามกับใครบ้าง อาทิ ข้อมูลล่าสุดอีก 15 ปีต่อไป เม็กซิโกจะรบกับเปรู ทางเรา และโรงงานของเราก็จะไปหาเด็กๆมาทำการล้างสมองด้วยเครื่องมือล้างสมองชนิดพิเศษ เราจะล้างสมองเด็กๆของเราด้วยหนังสือการ์ตูน เราจะมีอาวุธของเล่นที่สามารถฆ่าคนได้จริงๆให้เด็กๆได้ใช้เล่นกัน  แน่นอน….เด็กๆเหล่านี้จะถูกปลูกฝังให้เกลียดประเทศเปรู เมื่อถึงเวลาสงคราม เราจะส่งเด็กๆเหล่านี้ออกรบ เด็กๆของเราจะออกไปฆ่าพวกเปรูจนหมดประเทศ

( 5. ) คนที่ห้า เป็นชายสวมชุดแดงที่ชอบนอนอยู่บนเตียงนอนอันแสนอ่อนนุ่ม เขาชื่อ “เบิร์ด” เขาเป็นนักส่งรายงาน ปกติเบิร์ดจะชอบมีอะไรกับสาวรุ่นแม่ที่ชอบเลี้ยงงูหลามภายในห้องนอนของเขาเป็นประจำ ผู้หญิงคนนี้จะเริ่มเปลือยกายเพื่อให้ม้าลายที่ถูกเลี้ยงไว้ภายในห้องนอนเลียตรงบริเวณ “ของลับ” จนเธอเริ่มเกิดอาการล่องลอย เบิร์ดจะเริ่มมีอารมณ์ แล้วคนทั้งคู่ก็จะจูงมือกันขึ้นสู่สรวงสวรรค์ร่วมกัน พูดถึงเรื่องที่เบิร์ดเป็น “นักส่งรายงาน” เสียหน่อย เบิร์ดเป็นที่ปรึกษาทางการเงินแก่ท่านประธานาธิบดีของประเทศเรา ครั้งหนึ่งเบิร์ดไปส่งรายงานแก่ท่านประธานาธิบดีว่า “เพื่อพยุงเศรษฐกิจของประเทศเอาไว้ เราต้องสังหารพลเรือนจำนวน 4 ล้านคนทิ้งภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า”  ปรากฏท่านประธานาธิบดีก็เห็นชอบด้วย จึงยกหูโทรศัพท์พร้อมสั่งการออกไปว่า “เริ่มปฏิบัติการห้องรมแก๊สได้ ให้รมแก๊สในโรงเรียน, มหาวิทยาลัย, ห้องสมุด, พิพิธภัณฑ์, โรงมหรสพ, และบ้านเรือนทุกหลัง” แน่นอนว่าไม่นาน ประชาชนจำนวน 4 ล้านคนต้องตายเพราะการส่งรายงานของเขา เบิร์ดและภรรยาของเขาไม่ได้รู้สึกสนใจในเรื่องดังกล่าวสักเท่าไหร่ เขายังคงได้รับการปกป้องจากกลุ่มทหารติดอาวุธหนักในสภาพเปลือยกาย ที่ท่านประธานาธิบดีส่งมาคุ้มครองอยู่เหมือนเดิม ใช่….เบิร์ดกำลังทานเค้กอย่างมีความสุขกับภรรยาของเขาภายใต้การปกป้องจากใต้วงปีกของท่านผู้ยิ่งใหญ่คับประเทศ

( 6. ) คนที่หก เป็นชายร่างยักษ์ ผมชี้โด่ ชื่อ “แอ็กซอน” อยู่ดาวเนปจูน เขาเป็นอธิบดีกรมตำรวจ เขาชอบจับตำรวจรุ่นใหม่ๆมาทำการล้างสมองเพื่อให้รับใช้เขาทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ตำรวจใหม่จะถูกส่งมายังลานพิธีกรรม ตำรวจใหม่จะถูกจับแก้ผ้าเปลือยกายล่อนจ้อน ใช้มือถูไถจนอวัยวะเพศชายแข็งตัวตั้งชี้โด่ จากนั้นแอ็กซอนจะใช้กรรไกรตัดลูกอัณฑะของนายตำรวจหนุ่มออกมา แล้วเอาไปดองน้ำยาในขวดแก้วใส นำไปเก็บไว้ภายในอาคารศักดิ์สิทธิ์ของกรมตำรวจ ที่ซึ่งเป็นสถานที่เก็บขวดใส่ลูกอัณฑะทั้ง 1,000 ลูก เพื่อให้ตำรวจทุกนายที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของแอ็กซอนจงรักภักดีและศรัทธาในตัวเขา ที่นี่คือรัฐตำรวจ ตำรวจที่มีตราสัญลักษณ์ คือตำรวจที่ไร้อัณฑะ ประชาชนที่ต่อต้านเขาจะถูกฆ่าตายอย่างหมูอย่างหมา นกแห่งเสรีภาพ(นกพิราบขาว)จะถูกตำรวจชั่วไร้อัณฑะล้วงออกมาจากหัวใจของประชาชน ใช่…ณ สถานที่แห่งนี้หมดสิ้นอิสรภาพ!  ตำรวจทุกนายจะพร้อมกู่ก้องตะโกนออกมาว่า….  “เพราะแอ็กซอนมีพลานุภาพ เหนือกว่าดวงประทีปทั้งปวง”

( 7. ) คนที่เจ็ด เป็นชายเคราดก ชื่อ “ลูธ” อยู่ดาวพลูโต เขามักเลี้ยงฝูงหนูดำเอาไว้ภายในบ้านหลังใหญ่เป็นปกติ ลูธเป็นนักจัดการทุกสิ่งทุกอย่างภายในเมืองแห่งนี้ เขาควบคุมประชากร, คนพิการ, คนที่ต่อต้าน โดยเทคนิคการจัดการที่ยิ่งใหญ่ คนที่ไม่พอใจ ต่อต้านเขา จะต้องถูกกำจัดออกไปจนหมด ใช่…. พวกคุณโปรดฟังที่ผมพูด เราจะสร้างนครแห่งเสรีภาพสำหรับทุกคน แต่หมายถึงเสรีภาพที่กูควบคุมพวกมึงได้นะ 555+

ความคิดเห็นที่ 2

หลังจากที่พระอาจารย์แนะนำร่างจำลองของชาย-หญิงทั้ง 7 ทีละคนๆ  จนครบ  พระอาจารย์ก็แจ้งข่าวสารไปยังกลุ่มคนทั้ง 7 เพื่อขอให้เดินทางมายังตึกส้มแห่งนี้

วันรุ่งขึ้นเฮลิคอปเตอร์นำพากลุ่มคนทั้ง 7 มายังตึกสีส้มของพระอาจารย์ เพื่อรวมทีมเดินทางไปยังหุบเขาศักดิ์สิทธิ์อันสาบสูญชื่อ “หุบเขาโตโปลเต้” ซึ่ง ณ หุบเขานี้เองที่พระอาจารย์เชื่อว่ามนุษย์อมตะ 9 ชีวิตอาศัยอยู่ นอกจากนี้ยังเชื่อว่า บนยอดเขาส่วนที่สูงที่สุดนั้น มีบ่อน้ำอยู่บ่อหนึ่งที่เก็บงำความลับในการพิชิตความตายเอาไว้ ทำให้คนกลุ่มนี้มีอายุยืนยาวถึง 40,000 ปีด้วยกัน

พระอาจารย์เล่าเรื่องเกี่ยวกับหุบเขาศักดิ์สิทธิ์นี้ให้โจร, ผู้รับใช้, และกลุ่มคนทั้ง 7 ฟังว่า…. “จากการศึกษาค้นคว้าหนังสือโบราณชื่อ โรซ่าครูเซีย มีการยืนยันชัดเจนว่า ได้พบบัญญัติของผู้เป็นอมตะทั้ง 9 และสถานที่ที่พวกเขายังชีพอยู่ คือหุบเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งเกาะที่สาบสูญ พวกเรามารวมกลุ่มกันที่นี่เพื่อเดินทางไปหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ และขโมยความลับในความเป็นอมตะมาให้ได้ แต่การจะพิชิตปัญญาของผู้เป็นอมตะได้นั้น เราต้องกลายเป็นผู้รอบรู้เสียก่อน สหายทั้งหลาย เรามาเริ่มพิธีศักดิ์สิทธิ์กันเถอะ….”

ว่าแล้วพระอาจารย์ก็นำพาทุกคนพร้อมเงินที่มีทั้งหมด หอบเอามายังห้องลับที่มีโครงสร้างเป็นวงกลมแปลกประหลาดห้องหนึ่ง ห้องที่มีโต๊ะตรงกลางเป็นรู มีเปลวไฟผุดขึ้นมาอย่างน่ากลัว


พระอาจารย์พูดต่อว่า “เผาเงินของท่านซะ” ทุกคนช่วยกันนำเอาเงินที่ตนเองสะสมมาได้ทั้งชีวิต เผาลงไปในกองไฟนั้นเอง เงินที่หามาได้ทั้งชีวิตของทุกคน ถูกเผาจนมอดไหม้หมดสิ้น

แล้วพระอาจารย์ก็นำหุ่นแทนตนของทุกคนมามอบให้แล้วพูดว่า “ทำลายร่างต้นที่มีกิเลสทิ้งซะ” ทุกคนก็ช่วยกันเผาหุ่นแทนตนจนมอดไหม้หมดสิ้นทุกตน…. (เป็นอันจบพิธีกรรม)

วันรุ่งขึ้นจึงช่วยกันเก็บข้าวของสัมภาระที่จำเป็นใส่กระเป๋าเป้เดินทาง จากนั้นพระอาจารย์, ผู้รับใช้, โจร, และกลุ่มคนทั้ง 7 ผู้มีอำนาจทรงพลังที่สุดบนดาวพระเคราะห์(รวม 9 ชีวิต) ก็ร่วมกันออกเดินทางเพื่อเรียนรู้วิชาตามสถานที่ต่างๆเพื่อกลายเป็น “ผู้รอบรู้” ก่อนออกเดินทางไปยังภูเขาศักดิ์สิทธิ์….

พระอาจารย์และทีมได้เดินทางไปเพื่อฝึกวิชาต่างๆมากมายกับผู้วิเศษมากหน้าหลายตา ได้ดื่มกินอาหารอันวิเศษเพื่อช่วยเพิ่มพลังชีวิต จนถึงการฝึกวิชาที่สำเร็จได้ยากที่สุดกับผู้วิเศษที่พำนับอยู่ภายในสถานที่อันลึกลับแห่งเทวาลัยจักรวาล “วิชาแห่งความว่างเปล่า” ซึ่งที่แห่งนี้เองที่ผู้วิเศษได้ฝึกหนักให้แก่ลูกศิษย์ทุกคน เขาจับลูกศิษย์แก้ผ้า ร่ายมนต์ตรา ใช้เถ้ากระดูกฟาดฟันลงบนเนื้อหนัง….  จากนั้นจึงประทานพรให้แก่พระอาจารย์และทีมในช่วงท้ายของการฝึกว่า….  “จงเข้าสู่ภาวะ หลุมศพรับรองพวกท่านด้วยความรัก ละทิ้งเนื้อหนัง ละทิ้งความเจ็บปวด ละทิ้งมิตรสหายและคนรัก ละทิ้งอดีตจนสิ้นสูญ พลีกายให้แก่สิ่งที่พวกท่านเกลียดชัง สิ่งที่สมปรารถนา และไม่รับรู้สิ่งใดทั้งสิ้น ของขวัญชิ้นแรกของท่าน หลุมศพคือประตูไปสู่การเกิดใหม่ของท่าน กระดูก เนื้อหนังของท่าน ท่านไม่ต้องการมันอีกต่อไป ท่านจะเหลือแต่ความว่างเปล่า”

หลังสำเร็จวิชาจากผู้วิเศษที่เทวาลัยจักรวาล คณะของพระอาจารย์และทีมก็เก็บข้าวของสัมภาระ เดินทางต่อด้วยเรือ ข้ามทะเลไปยังเกาะอันเป็นเป้าหมายสุดท้าย

ระหว่างเดินเรือ พระอาจารย์ต้องการที่จะขจัด “ผีร้ายที่ฝังอยู่ภายในใจของลูกศิษย์” จึงขอเรียกลูกศิษย์มาหาทีละคนเพื่อเอาผีร้ายออก เริ่มจากโจร พระอาจารย์และทีมช่วยกันเสกคาถา ร่ายเวทมนต์ตรา ล้อมวงกันจับผีร้ายออกมาจากใจของโจร  ใช่….ปรากฏเป็นชายพิการ สหายเก่าของเขาออกมาจากภายในร่างของโจร เมื่อโจรรู้ว่าเพื่อนผู้พิการของเขาเป็นประหนึ่งผีร้ายที่แฝงร่างมาเพื่อทำชั่ว โจรจึงจับเพื่อนผู้พิการโยนทิ้งทะเลไป….  แล้วเดินทางต่อ  แล้วเรือก็เดินทางมาจนถึงเกาะเป้าหมาย…..


หลังเอาเรือเทียบท่า ขึ้นเกาะได้ มีชายขี้เมามารอรับด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใสบริเวณชายหาด เขาพาพระอาจารย์และทีมไปท่องเที่ยวภายในสุสาน(หลุมฝังศพบนเกาะ) สุสานที่มีผู้คนมากมายนับได้หลายร้อยชีวิตกำลังเริงรื่นอยู่ในงานปาร์ตี้ พระอาจารย์และทีมได้มีโอกาสพบกับผู้วิเศษประจำสุสาน  คนแรกเป็นชายร่างผอมสูง ไม่ใส่เสื้อ ผู้เรียกขานฝูงผึ้ง(แมลงวัน)มาเกาะเต็มฝ่ามือ, ผู้วิเศษคนที่สอง เป็นชายสองคนที่นิยมกินยา LSD (สารเสพติดชนิดร้ายแรง)เพื่อบรรลุนิพพาน, ผู้วิเศษคนสุดท้าย เป็นชายร่างอ้วนที่สามารถเดินทะลุทุกสิ่งทุกอย่างได้….ทุกคนคุยโวว่าสามารถเดินทางไปยังหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ได้ (แต่พระอาจารย์และทีมไม่เชื่อ จึงเดินจากไป เพื่อแสวงหาทางขึ้นไปยังหุบเขาศักดิ์สิทธิ์เอง….)

พระอาจารย์และทีม เดินทางออกมาจากสุสาน  ผ่านทุ่งกว้าง เนินเขา แล้วจึงเริ่มปีนภูเขาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ปรากฏลูกทีมที่เป็นผู้หญิงเกิดอาการหวาดกลัวความสูง พระอาจารย์จึงพูดว่า “ถ้าท่านกลัวการปีนภูเขา ก็จงถูโยนี และพลีกายให้แก่โลกซะ” ผู้หญิงทุกคนในทีม จึงแหกขา อ้าออก แล้วสละความสาวให้แก่โลกใบนี้ด้วยการมีเพศสัมพันธ์กับโลก ใช่….พวกเธอเสียความสาวอีกครั้งให้แก่ผู้ร่วมเพศที่ชื่อว่า “โลก” โยนีของพวกนางชุ่มฉ่ำน้ำรักกันถ้วนทั่ว…. เพราะโลกใบนี้คือสามีของพวกนาง

หลายวันผ่านไป คณะของพระอาจารย์เดินทางมาจนถึงยอดเขาที่มีหิมะ และพายุหิมะพัดถล่มอย่างหนักแต่ทีมของพระอาจารย์ก็ไม่ยอมแพ้ พวกเขาฝ่ามันจนพ้น และเข้าถึงพรมแดนด่านสุดท้ายก่อนปีนขึ้นถึงยอดสูงสุดของภูเขาศักดิ์สิทธิ์ พรมแดนแห่งความตายที่มี “มายามรณะ” รอเล่นงานทุกคนที่ย่างฝ่าเท้าเข้ามาภายในบริเวณปกครองของผู้วิเศษ พระอาจารย์และทีมจึงต้องเพ่งสมาธิกันอย่างเข้มข้น เพื่อฝ่า “ภาพแห่งฝันร้ายที่น่ากลัวที่สุดของแต่ละคนที่มายามรณะเสกใส่”  ดังต่อไปนี้….

มายามรณะแรก : ชายผู้นำที่มองไม่เห็นศีรษะ ถุงผ้าคลุมหัวสีดำ แลโซ่และพญาเสืออันน่ายำเกรง
มายามรณะสอง : คือห่าฝนของเหรียญทองคำที่สาดใส่ผู้มากกิเลศจนโลหิตกระจาย
มายามรณะสาม : คนบ้าตีกลองชุด และหมาสองตัวที่กำลังกัดกันอย่างบ้าเลือด
มายามรณะสี่ : คือหญิงสาวที่ถูกวัวตัวผู้เสพกามอย่างสาสม
มายามรณะห้า : ต้นไม้แห่งสุสาน ปลอบโยนดวงวิญญาณผีไก่ขาวนับร้อยตน
มายามรณะหก : นรกแห่งฝูงแมงมุมทารันทูล่า
และมายามรณะด่านสุดท้าย : ชายครึ่งชายที่มีหัวนมเป็นหน้าของเสือชีตาห์สองหัวสาดน้ำนมใส่อย่างบ้าเลือด



ความคิดเห็นที่ 3

แม้นมันจะดูคล้ายโลกนี้บิดเบี้ยว จริงหรือหลอก มายาหรือเรื่องจริงอย่างงุนงงสงสัยเป็นยิ่ง  แต่พระอาจารย์ก็สามารถนำพาทีมทั้งหมดฝ่ามายามรณะเข้ามายัง “พื้นที่สุดท้าย” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

วินาทีนี้เองที่พระอาจารย์และทีมมองเห็นเนินเขาศักดิ์สิทธิ์อยู่ตรงเบื้องหน้าอย่างชัดเจน พวกเขาแอบมองเห็นผู้อำมตะทั้ง 9 กำลังนั่งประชุมอยู่บนเนินเขาลูกนี้อย่างเงียบๆ พระอาจารย์จึงพูดว่า “ขอให้พวกเราเข้าญาณอยู่ตรงนี้ก่อนสัก 3 ชั่วโมง พอญาณแข็งแล้ว ค่อยขึ้นไปเล่นงานพวกมัน”

ระหว่างที่กำลังเข้าญาณนั้นเอง พระอาจารย์ก็จะทำการทดสอบจิตใจของลูกศิษย์อีก 2 คนว่า พร้อมที่จะขึ้นไปลุยกับผู้อำมตะทั้ง 9 แล้วหรือไม่  ด้วยการเอาดาบยักษ์มาให้ลูกศิษย์ฟันศีรษะของพระอาจารย์(แต่พอฟันเสร็จกลับกลายเป็นว่าฟันแพะรับบาปแทน) ส่วนลูกศิษย์อีกคนก็ถูกทดสอบด้วยการให้สาวคนรักมานำพา(ในนิมิต)ว่า กลับบ้านเถอะที่รัก อย่าขึ้นไปเลยเนินเขาศักดิ์สิทธิ์ (ดูเหมือนว่าลูกศิษย์ทุกคนจะผ่านด่านการทดสอบของพระอาจารย์ไปได้) ซึ่งภาพสุดท้ายที่ตัดกลับมาก็คือ “ภาพแห่งความจริง” ที่พระอาจารย์และทีมอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา มองขึ้นไปข้างบน ตรงเบื้องหน้า คือ เนินสูงสุดของภูเขาศักดิ์สิทธิ์

ใช่….วินาทีนี้เองที่ทุกคนพร้อมใจกันวิ่ง  ทีมพยายามวิ่งขึ้นไปบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ด้วยใจที่มุ่งมั่นเต็มเปี่ยม (ระหว่างวิ่งขึ้นไปนี้เองที่ตัวของพระอาจารย์กลับสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยในอากาศธาตุ)

แม้นจะเป็นห่วงพระอาจารย์ แต่ในเมื่อสิ่งที่เฝ้ารอคอยมาทั้งชีวิตอยู่ตรงเบื้องหน้า ทุกคนจึงขอวิ่งเข้าไปเล่นงานผู้อำมตะทั้ง 9 เสียก่อน….

จู่ๆ….หนึ่งในผู้อมตะก็เปิดหน้ากากออกมาคล้ายกับมันล่วงรู้ล่วงหน้าว่ามีศริศัตรูหมายเข้ามาทำร้ายพวกมันอยู่ก่อนแล้ว

ปรากฏว่าคนที่เปิดหน้ากากออกมา  เขาคือ…. “พระอาจารย์” หัวหน้าทีมของคนทั้ง 8 ที่หายตัวไปนั่นเอง แล้วทุกคนก็พบว่า ผู้อำมตะที่เหลืออีก 8 ตนเป็นเพียงหุ่นกระบอกไม้เท่านั้น พระอาจารย์ตบมือให้กับความพยายามของลูกศิษย์ ทีม และทุกคน พระอาจารย์หัวเราะเสียงดังแล้วพูดว่า….  “ข้าสัญญาจะเผยความลับให้แก่พวกท่าน และไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน นี่คือจุดสุดท้ายของการผจญภัยในครั้งนี้ ไม่มีสิ่งใดศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น เรามาที่นี่เพื่อค้นหาความลับแห่งความเป็นอมตะเช่นเดียวกับพระเจ้า เราได้มาอยู่ที่นี่แล้วมนุษย์ทั้งหลาย มีความเป็นมนุษย์ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ไม่มีสิ่งใดเป็นอมตะหรอก มีแต่ความเป็นจริงเท่านั้น เราเริ่มต้นจากความไม่มีที่สิ้นสุด แล้วเราก็มีชีวิตจิตใจขึ้นมา แต่….ชีวิตเช่นนี้เป็นจริงหรือไม่?  ไม่….เพราะนี่คือภาพยนตร์”

แล้วพระอาจารย์ก็ชูมือบอกให้ทีมถ่ายทำภาพยนตร์ว่า “เอ้า….กล้องซูมออก” (ตรงนี้ ฉากนี้เองเราจะเห็นว่ากองถ่ายหนังของ Director: Alejandro Jodorowsky กำลังทำงานถ่ายหนังเรื่อง The Holy Mountain / 1973 กันอยู่)

พระอาจารย์พูดต่อว่า “เราจินตนาการ, ฝัน, ถ่ายภาพ แต่เราจะอยู่ที่นี่ไม่ได้นักโทษทั้งหลาย เราต้องทำลายภาพลวงตาเช่นนี้ นี่คือภาพมายา!” แล้วพระอาจารย์และลูกศิษย์(ทีม)ทุกคนก็ช่วยกันจับโต๊ะประชุมทำการคว่ำทิ้งซะ



คำพูดสุดท้ายของพระอาจารย์ “ลาก่อน หุบเขาศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตจริงนั้นรอเราอยู่….”

****** ภาคสรุป (แบบสั้นที่สุด เข้าใจง่ายที่สุด) : โดยผู้เขียน
หนังแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
ส่วนแรกของหนัง คือ โลก มายาคติ อันปรากฏมนุษย์ผู้มีกิเลสหนา บาป และความเลวทรามต่ำช้า
ส่วนที่สองของหนัง คือ การพยายามเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาดเพื่อละซึ่งกิเลสทั้งปวง
ส่วนสุดท้ายของหนัง คือ สัจธรรม (Truth) หรือความจริงอันวิเศษ คือ เป็นจริงอยู่อย่างนั้น เป็นจริงอยู่เช่นนั้น ไม่มีใครจะสามารถไปแก้ไขมันได้

ความคิดเห็นที่ 4

****** ภาคสรุป (แบบสั้นที่สุด เข้าใจง่ายที่สุด) : โดยผู้เขียน (โมเดลตัวเเก้ไข)

หนังแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
ส่วนแรกของหนัง คือ โลก มายาคติ อันปรากฏมนุษย์ผู้มีกิเลสหนา บาป และความเลวทรามต่ำช้า
ส่วนที่สองของหนัง คือ การพยายามเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาดเพื่อละซึ่งกิเลสทั้งปวง
ส่วนสุดท้ายของหนัง คือ สัจธรรม (Truth) หรือความจริงอันวิเศษ คือ เป็นจริงอยู่อย่างนั้น เป็นจริงอยู่เช่นนั้น ไม่มีใครจะสามารถไปแก้ไขมันได้


* (โมเดลสรุป #โมเดลตัวเเก้ไข : กรอบแนวคิดการปกครอง(มายาคติ)-ไปสู่การอยากเปลี่ยนแปลง(การเป็นผู้รอบรู้)-เพื่อค้นหา "Truth" ใน The Holy Mountain / อันนี้เขียนเอาตามความเข้าใจของผู้เขียนเอง )

* (โมเดลสรุป : กรอบแนวคิดการปกครอง(มายาคติ)-ไปสู่การอยากเปลี่ยนแปลง(การเป็นผู้รอบรู้)-เพื่อค้นหา "Truth" ใน The Holy Mountain / อันนี้เขียนเอาตามความเข้าใจของผู้เขียนเอง )


ความคิดเห็นที่ 5


Function Used time : 0:0:0:1