The Mystery River - ลำน้ำมรณะ ตอนที่ 3   Share

ปี พ.ศ. 2554 หรือ 29 ปี ผ่านไป คลองบางมุด ลำคลองสายหลักของชาวบ้าน อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ก็ยังคงสงบนิ่ง เป็นแหล่งการคมนาคมที่สำคัญของชาวบ้านริมคลองเหมือนเดิม ชาวบ้านแถบนั้น ออกทำมาหากินด้วยการ เหวี่ยงแหจับปลา หาของป่ากันเหมือนทุกยุคทุกสมัย เป็นภาพที่ชินตาของเด็กๆในหมู่บ้าน ที่ซึ่งเติบโตขึ้นตามกาลเวลา แต่คลองแห่งนี้ก็ไม่เคยเปลี่ยน พวกเขามีความทรงจำอันสวยงามที่นี่มากมาย ชาวบ้านถือตะกร้า บ้างก็ถือกระชังที่บรรจุปลาที่พึ่งจับได้ กลับไปยังบ้านของตน

กลุ่มเด็กเล็ก ที่ออกมาจับกลุ่มเล่นซนตามริมคลองที่แสนสงบแห่งนี้ มีให้เห็นทุกยุคทุกสมัย ลำคลองที่ซึ่งเต็มไปด้วยปลาน้ำจืดนานาพันธุ์ และพืชพรรณที่โตตามริมน้ำ อีกทั้ง เรือหางยาว หรือเรือพายของชาวบ้านริมคลอง ที่ใช้สัญจรไปมา ก็ยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไป

รถตำรวจของสถานีตำรวจภูธรหลังสวนแล่นไปตามริมคลองบางมุดอันเงียบสงบ กระจกด้านข้างคนขับ ลดลงเพื่อเปิดให้อากาศอันบริสุทธิ์ และลมโชยเย็นๆ พัดเข้ามาในตัวรถ นายตำรวจหนุ่มผิวขาว หน้าตาดีในชุดเครื่องแบบนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร จับพวงมาลัยบังคับรถไปพลาง ผิวปากไปพลางด้วยความอารมณ์ดี

“สวัสดี ผู้กอง วันนี้ออกตรวจพื้นที่ด้วยตัวเองเลยเหรอครับ”

ชาวบ้านที่เดินผ่านข้างรถ ที่นายตำรวจหนุ่มขับผ่าน เอ่ยทักทายด้วยความเป็นมิตร

“ครับ ผม วันนี้ หมู่บ้านเราก็สงบเหมือนเคยนะ จนตำรวจอย่างผมว่างงานเลยด้วยซ้ำเนี่ย ว่างๆชวนเล่นไพ่มั่งก็ดีนะครับ ผมจะได้มีงาน ได้ไล่จับคนมั่ง”

ผู้กองหนุ่ม หยุดรถและทักทายชาวบ้านที่คุ้นเคยกันด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี

“โห่ ผู้กอง ทุกวันนี้ แค่เอาปลาไปขาย กว่าจะได้ตังค์ก็ยากแล้วนา…จะให้เอาเงินไปลงบ่อน โห่ ถ้าเสีย แถมโดนจับ ค่าประกันนี่อานเลยนะครับ”

“พูดเล่นน่าครับ น้า ไม่มีคนเล่นพนันน่ะดีแล้ว”

ผู้กองหนุ่มพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเหยียบคันเร่ง พารถลัดเลาะไปตามถนนเลียบคลอง และวกกลับขึ้นถนนใหญ่ เพื่อขับกลับไปยังสถานีตำรวจของต้นสังกัดที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ รถกระบะสีน้ำตาลขาวติดไซเรนท์ ที่ทางสถานีใช้เป็นรถปฏิบัติทางราชการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล่นผ่านตลาดหลังสวน ซึ่งเป็นตลาดเก่าแก่ประจำจังหวัดชุมพร นายตำรวจหนุ่มหยุดรถที่ร้านขายบะหมี่ร้านหนึ่ง ที่เปิดเป็น ห้องในตึกแถว เขาปรับกระจกหน้ารถ เพื่อให้สามารถมองเห็นใบหน้าของตนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อจะตรวจเครื่องแบบว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ ก่อนที่จะก้าวเท้าออกจากรถ อย่างน้อย ความสะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบเรียบร้อยของเครื่องแบบ ก็สามารถบ่งบอกได้ทันทีว่า เขาเป็นตำรวจที่เคร่งครัดในระเบียบวินัยอย่างมาก

เขาสวมหมวกหม้อตาล และเปิดประตูก้าวออกจากรถ ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาตามฟุตบาท บ้างก็แวะซื้อของตามร้านค้าต่างๆ บ้างก็แวะเข้าไปกินอาหารตามร้านค้าใกล้ๆ ผู้กองหนุ่มหน้าใส ก้าวเท้าเดินเข้าไปในร้านบะหมี่ที่ใช้ชื่อว่า ‘ตระกูลผาหมี่เกี๊ยว’ ซึ่งถือว่าเป็นร้านบะหมี่ที่รสชาติเข้มข้นที่สุดในตลาดหลังสวนเลยก็ว่าได้ แม้แต่ผู้คนจากต่างจังหวัด ที่แวะเวียนมาเที่ยวจังหวัดชุมพร ยังต้องเข้ามาลองชิมบะหมี่ที่ขึ้นชื่อของอำเภอหลังสวนแห่งนี้

เจ้าของร้านรูปร่างสูงใหญ่ อ้วนท้วม กำลังก้มหน้าก้มตาลวกเส้นบะหมี่อย่างตั้งอกตั้งใจ และเมื่อรู้สึกว่า มีลูกค้าเข้าร้านจึงรีบเอ่ยปากต้อนรับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง “เชิญครับ สั่งอะไรดีครับ”

“เล็กน้ำไม่งอกธรรมดา ชามนึง ใส่ลูกชิ้นเยอะๆ เส้นเยอะๆ ในวงเงินยี่สิบห้าบาท” ผู้กองหนุ่มสั่งบะหมี่ด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี

“อ่ะฮ้า…สั่งกวนๆแบบนี้ มีแต่เอ็งคนเดียวแหละน๊า…ไอ้ผู้กองเลิศ!!” เจ้าของร้าน เงยหน้าและอำผู้กองหนุ่มกลับทันทีอย่างคุ้นเคย เพราะทั้งเขากับผู้กองหนุ่ม ต่างก็เป็นเพื่อนที่วิ่งเล่นมาด้วยกันตั้งแต่ยังเด็ก “ไงล่ะ ลมอะไรพัดเอ็งมาถึงที่นี่ได้ล่ะ”

‘เลิศ’ หรือ ‘ร้อยตำรวจเอกเลิศชาย’ รองสารวัตรสืบสวนประจำสถานีตำรวจภูธรหลังสวน เขามีหน้าตาที่คล้ายกับพ่อซึ่งเป็นอดีตนายตำรวจและเกษียณอายุราชการไปแล้ว อีกทั้ง เอกลักษณ์ที่ดวงตา ที่ซึ่งเป็นคนตาตี่ตั้งแต่เล็ก ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ผู้กองเลิศหลังจากเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ก็ได้มาบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจอยู่ที่ สถานีตำรวจภูธรหลังสวน เหมือนเช่นที่พ่อของเขา เคยปฏิบัติงานอยู่ที่นี่ และด้วยความที่เป็นกันเองกับชาวบ้าน และยิ้มแย้มเสมอ ทำให้เวลาเลิศ ออกลาดตระเวร ก็จะมีชาวบ้านตะโกนทักทาย หรือมีของป่า ผลไม้ป่า มาฝากเขาเสมอๆ

‘ผา’ เพื่อน เล่นของเลิศตั้งแต่วัยเด็กก็เติบโตขึ้น และสืบทอดกิจการร้านบะหมี่ของบ้านตัวเองอย่างเต็มภาคภูมิ อีกทั้ง ดูเหมือนว่า กิจการจะเติบโตขึ้นอย่างมาก ทั้งรสชาติ ทั้งลีลาการพูดเชิญชวนให้เข้าร้าน การบริการลูกค้า ผาได้รับการถ่ายทอดมาอย่างดีจากพ่อแม่ของเขา ที่ปัจจุบัน ก็มีหน้าที่แค่คอยนับเงินที่ลูกชาย ขายบะหมี่ได้ แต่เอกลักษณ์ของผา ก็ยังเหมือนเดิม ไม่ผิดเพี้ยนไปจากตอนเด็กคือ รูปร่างที่อ้วนกลม และยิ้มแย้มเสมอนั่นเอง

“ก็วันนี้โดนเวรออกตรวจพื้นที่ เลยแวะมากินที่ร้านเอ็งไง ไอ้หมูอ้วนเพื่อนยาก”

“โห่…ไร ว้า พอเวลาหิวน่ะดันคิดถึงเพื่อน แต่พอเวลาไม่หิวนี่นะ ไม่เคยเห็นโผล่หัวมาให้เห็น” ผาพูดกัดๆเลิศนิดหน่อย พร้อมกับถือบะหมี่ที่เลิศสั่ง มาเสิร์ฟให้กับเลิศ พร้อมทั้งสั่งให้เด็กเสิร์ฟในร้าน เอาน้ำแข็งเปล่า 2 แก้ว พร้อมน้ำเปล่า 1 ขวดมาบริการให้กับเพื่อนรักทันที

“เฮ้ย กินเต็มที่นะ สั่งได้อีก มื้อนี้ ข้าเลี้ยงเอง” เจ้าของร้านร่างใหญ่โชว์ป๋าเต็มที่

“บ้าเหรอไอ้ผา เอ็งเป็นคนทำมาหากิน จะมาเลี้ยงข้าทำไมวะ ไม่ๆเว้ย คิดเงินตามปกติเลย”

“โธ่ ไอ้เลิศ นานๆเจอเพื่อน ไม่เป็นไรน่า วันๆหนึ่ง ข้าก็ขายได้เกือบๆหมื่นแล้ว ไม่ต้องคิดมากน่า อีกอย่าง ข้าจะกล้าคิดเงินกับเพื่อนได้ไงเล่า” ผาพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วจริงใจ

“ขอบคุณมากเว้ยเพื่อน เออ ว่าแต่พ่อแม่เอ็งน่ะ เป็นไงบ้าง ?”

“ก็สบายดี เดี๋ยวนี้ไม่ต้องเหนื่อยแล้วเว้ย นั่งๆนอนๆนับเงินอย่างเดียว ข้าก็มีความสุขล่ะวะที่เห็นพ่อแม่สบาย พอร้านค้าเริ่มมีชื่อเสียง ได้ลงในหนังสือท่องเที่ยว ข้าก็เลยขายดีแบบติดลมบนเลย”

“ก็ดีสิวะ มีเพื่อนเป็นคนดัง ฮ่าๆๆ”

“โห่…เหนื่อย นะเอ็ง ทำทีแทบไม่ได้หยุด ดีที่ถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้ เด็กในร้านหมดแล้ว เออเลิศ เดี๋ยวนี้ได้ข่าวเรื่องไอ้โชครึเปล่า มันจะแต่งงานแล้วนะเว้ย”

“จริงเหรอ คนเอาแต่ใจอย่างมันนี่มีผู้หญิงชอบด้วยเหรอวะ ไม่อยากจะเชื่อ”

“ข้าเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน แต่เห็นคนแถวนี้เขาพูดกันว่า พ่อแม่มันหาให้ แต่ข้าเคยเห็นๆผู้หญิงคนที่ว่าแล้วนะ หน้าตาก็ หืม…แต่งตัวก็ โห…อย่างกับ อีตัว แน่ะ”

“เฮ้ย พูดดังไปแล้ว เดี๋ยวมันก็ได้ยินหรอก ร้านของมันก็อยู่แถวนี้นี่”



ผู้ชายที่เลิศกับผา พูดถึงก็คือ ‘โชค’ เพื่อน เก่าสมัยเด็กๆของพวกเขานั่นเอง แต่โชคนั้น เป็นเด็กเอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็ก และเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็ยังคงไม่ละทิ้งนิสัยเดิมๆ เขายังเป็นคนที่เอาแต่ใจ ขี้โวยวาย ปากหาเรื่อง โชค โตขึ้นมามีหน้าตาที่คมสัน ไว้ผมรองทรงต่ำ ผิวขาว ชาวบ้านแถวตลาด มักจะเห็นเขาสวมเสื้อยืดสีดำ สวมกางเกงขาสั้นสีน้ำเงินโพกผ้าขาวม้าที่เอวเป็นประจำ และเขามักจะมีปัญหากับ ร้านค้าต่างๆที่อยู่ตามละแวกบ้านเขาเสมอ อีกทั้ง บ้านของโชค ก็ยังเป็นเจ้ามือเล่นเปียแชร์อยู่เหมือนเดิม

เมื่อโชคเรียนจบระดับปริญญาตรีที่กรุงเทพ เขาก็กลับมาสืบทอดกิจการร้านขายของชำที่บ้าน และด้วยความที่เป็นคนหน้าตาดี ถึงแม้จะเอาแต่ใจ แต่ก็มีหญิงสาวมากมาย เทใจให้กับเขา แต่ท้ายที่สุดแล้ว โชคก็เลือกที่จะตกลงปลงใจ หมั้นกับ ‘ฉวี’ ลูกสาวของ ‘ผู้ใหญ่สมัย’ ผู้ใหญ่บ้านบางมุด ที่ซึ่งผู้ใหญ่สมัย สนิทกับพ่อแม่ของโชคนั่นเอง

หลัง จาก กินบะหมี่ฝีมือเพื่อนรักเสร็จ ผู้กองเลิศก็กล่าวลาผา เพื่อจะกลับไปยังสถานีตำรวจ ผู้กองเลิศ ขับรถผ่านร้านขายของชำของโชค ซึ่งตอนเด็กๆ เขาเองก็เคยแวะมาซื้อขนม หรือของเล่นอยู่บ่อยครั้ง และภาพที่เขาเห็นก็เหมือนเช่นตอนวัยเด็ก แต่ต่างตรงที่ คนที่ออกมาต่อล้อต่อเถียงกับ แม่ค้า ข้างๆร้าน ไม่ใช่ นางพร หรือ นายธง ผู้เป็นพ่อและแม่ของโชค แต่กลับเป็นผู้สืบทอดร้านค้าคนปัจจุบันอย่างโชคนั่นเอง ซึ่งเลิศ ก็ไม่ค่อยอยากจะลงไปแวะเวียนทักทายเพื่อนเก่าคนนี้เท่าไหร่นัก เพราะลงไป ก็คงโดนแขวะ หาว่ามาปรับ มาเก็บเงินค่านู่นค่านี่อีก



ชาวบ้านที่อยู่ริมคลองบางมุด รู้กันดีว่าคลองบางมุดนั้นเป็นคลองน้ำจืดที่มีอาณาเขตติดกับปากแม่น้ำ หรือจะเรียกว่าน้ำกร่อยก็ไม่ผิด โดยปากคลองที่ไหลออกสู่ทะเลนั้น เชื่อมกับทะเลอ่าวไทย ที่ซึ่งมีอาณาเขตเชื่อมโยงไปไกลถึงละแวกเพื่อนบ้านอย่างประเทศ ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย ว่ากันว่าเมื่อกว่า 40 ปีก่อนหน้านี้ คลองบางมุด หรือคลองต่างๆทั่วพื้นที่ทางภาคใต้ของประเทศไทย เป็นแหล่งที่ชุมไปด้วยจระเข้น้อยใหญ่จำนวนมาก อย่างชุมพรก็มีไอ้ด่างเป็นตัวชูโรง เพราะกิตติศัพท์ความดุร้ายของมัน จากปากพนังก็มีไอ้ด้วน กับไอ้แหว่ง 2 พญาจระเข้แห่งคุ้งใต้ส่งเข้าประกวด หรือจะมีจ้าววังโนราห์แห่งคลองอิปัน

จะเรียกได้ว่าจระเข้ในแหล่งน้ำธรรมชาติของประเทศไทย สูญพันธุ์ไปจนหมดแล้วก็จริง แต่ก็ยังมีหลงเหลือให้ค้นพบอยู่ที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง หรือที่เขื่อนแก่งกระจาน ส่วนที่มีการค้นพบในช่วงปี 2552 นั้นเป็นเพียงจระเข้พันธุ์ผสมที่มีคนนำมาปล่อยมันไว้ในน้ำตกเหวสุวัต ที่เข้าใหญ่

ไม่นานมานี้ ที่ฟิลิปปินส์พึ่งจะแถลงข่าวช็อกโลก ที่ชาวบ้านสามารถจับจระเข้น้ำเค็มขนาดยักษ์ ที่ซึ่งซุ่มเงียบคอยลากคนไปกินอย่างโหดเหี้ยมในช่วงเวลาหลายสัปดาห์ และหลักจากที่จับได้ มันก็ได้รับการขนย้ายไปเลี้ยงที่สวนอนุรักษ์ Ecopark เรียบร้อย และมีชื่ออย่าเป็นทางการว่า “โลลอง” จระเข้น้ำเค็มกินคนตัวนี้ ยาวถึง 6.14 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นจระเข้ยักษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยจับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ

เลิศมองดูรายการสารคดีของทางช่องเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่น ที่วันนี้ออกอากาศเรื่องเกี่ยวกับจระเข้ ดูเหมือนว่าตัวเขาจะคุ้นเคยกับเรื่องราวของเหล่าสัตว์เลื้อยคลานเหล่านี้มากเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะว่า เป็นคนบ้านบางมุดโดยกำเนิด พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ก็เล่าเรื่องราวที่เป็นตำนานอันน่าสยดสยองของไอ้ด่างให้เขาฟังจนรู้สึกหวาดกลัวตั้งแต่เด็ก รุ่นพ่อแม่ทันเห็น และได้อยู่ในเหตุการณ์การไล่ล่าไอ้ด่าง ผิดกับตัวเขาเอง ที่มีโอกาสได้ไปดูตามสวนสัตว์ หรือเห็นตามโทรทัศน์หรือ DVD สารคดีทั่วไปเสียมากกว่า



เกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์

ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศที่ซึ่งมีลักษณะเป็นหมู่เกาะน้อยใหญ่มารวมกัน ตั้งอยู่แถบมหาสมุทรแปซิฟิก ประเทศนี้อยู่ห่างจากเอเชียแผ่นดินใหญ่ราวๆ 100 กม. ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการส่งออกข้าวเจ้า กับไม้มะฮอกกานี

ประเทศที่มีลักษณะเป็นหมู่เกาะแห่งนี้ยังคงเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องจระเข้น้ำเค็มที่อาศัยอยู่กันอย่างชุกชุมตามบริเวณอ่าว หรือลำคลองที่เชื่อมกับทะเล แถมแต่ละตัวยังมีขนาดใหญ่โตไม่ต่ำกว่า 5 เมตร แน่นอนว่าเจ้าโลลอง ก็เคยถูกจับได้ในบริเวณแถบนี้ เมืองบุนาวัน แต่แน่นอนว่า เมื่อมีเจ้าโลลอง ก็ต้องมีญาติๆของมัน วนเวียนอยู่ในน้ำอีกมากมาย เพียงแค่ว่ามันอาจจะมีบางตัวที่หาญกล้า ที่จะต่อกรกับมนุษย์ เพื่อที่จะได้ลิ้มรสเหยื่อใหม่ ที่ไม่ต้องสำรอกขน หรือเขาออกมาให้ลำบากเหมือนสัตว์อื่นที่พวกมันล่าได้

ปากคลองบุนาวัน เรือประมง Fishing Banca ที่ซึ่งกำลังลอยลำอยู่นอกชายฝั่งฟิลิปปินส์ 1 กิโลเมตร ลูกเรือประมาณ 2-3 นายกำลังใช้ปืนไรเฟิล กระหน่ำยิงลงไปในท้องน้ำทะเล ท่ามกลางเสียงที่กรีดร้องของสตรีนางหนึ่งที่ตกใจเสียงปืน

เสียงปืนที่ดังสลุต ถูกยิงออกมาจากด้านขวาของกราบเรือ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่เงาดำขนาดใหญ่ที่เคลื่อนตัวอยู่ใต้ผิวน้ำ วัตถุขนาดใหญ่ โผล่ให้เห็นเพียงแค่ เกล็ดสีดำเท่านั้น มันว่ายน้ำผ่านเรือประมงไปอย่างสงบนิ่ง ไม่ระแคะระคายถึงกระสุนปืนที่ยิงลงมาจากบนเรือ มันโบกสะพัดส่วนหางอันใหญ่โตมหึมาของมัน ว่ายออกไปเรื่อยๆ ซึ่งราวกับมันมีเป้าหมายบางอย่าง

“มันกินลูกเรา”

สตรีที่อยู่บนเรือนั่งตัวสั่น ชายผู้ซึ่งเป็นไต๋เรือ และมีศักดิ์เป็นสามีวางปืนไรเฟิลไว้พาดกับกราบเรือ แล้วเดินเข้ามาสวมกอดภรรยาที่กำลังช็อคต่อเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นเพื่อเป็นการปลอบโยน

“มันไปแล้ว มันออกจากน่านน้ำเราไปแล้ว”

“ไปไหน แล้วมันจะกลับมาอีกไหม ?”

“ไม่รู้สิ ... แต่มันออกไปกลางทะเลแล้ว มันคงไม่กลับมาแล้ว โดนเราไล่ยิงซะขนาดนั้น”

ปลาน้อยใหญ่ในมหาสมุทร ต่างรู้สึกตกใจเมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตที่พวกมันไม่เคยเห็นมาก่อน กำลังเคลื่อนตัวผ่านพวกมันไป สิ่งมีชีวิตชนิดนี้ ลำตัวยาว มีฟันแหลมคมอยู่เต็มปาก กล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกาย เต็มไปด้วยพละกำลัง โดยเฉพาะที่ส่วนหาง ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยให้มันว่าวน้ำได้เร็ว อีกทั้ง ลำตัวที่ใหญ่ยักษ์ของมัน ทำให้ปลาน้อยใหญ่ต่างหวาดผวาและหลบหนี

เมื่อเร็วๆนี้ ญาติของมันก็พึ่งถูกสิ่งมีชีวิตที่มันเกลียดชังอย่าง “มนุษย์” จับตัวไป มันอาจจะเคียดแค้นที่มนุษย์จับญาติพี่น้องของมันไป ไม่ว่าจะจับไปเพื่อศึกษา หรืออะไรก็ตาม หรือมันอาจจะแค่หิว และเมื่อหิว มันก็ต้องล่า ต้องกิน กฎของห่วงโซ่อาหาร สัตว์ใหญ่ย่อมกินสัตว์เล็ก ผู้ที่อ่อนแอคือผู้ถูกล่า เพียงแต่ว่า สิ่งที่มันกินนั้น มันเป็นการแหกกฎห่วงโซ่อาหารเพียงเท่านั้น

มันคงไม่ต้องการมีจุดจบที่ไร้อิสรภาพอย่างพี่น้องของมัน ถ้าจะยอมให้ถูกจับ ก็ขอยอมตาย และได้ฆ่าสิ่งที่กำลังตามตัวมันอยู่ก็น่าจะดีที่สุด ทางที่ดีที่สุดของมันตอนนี้คือ ย้ายถิ่นฐาน หาแหล่งน้ำแห่งใหม่ที่เงียบสงบ และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารที่มีมากพอสำหรับร่างยักษ์ใหญ่ของมัน คงจะดีเสียมากกว่า

...

หลายวันผ่านไป ที่ปากคลองบางมุด จุดที่คลองไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทย

“โว้ย ปลาชุมจริงน้อ”

พ่อเฒ่าสุมิตร คนเก่าแก่แห่งลุ่มน้ำบางมุดกำลังทอดแหหาปลาอยู่เหมือนทุกๆวัน แกเป็นคนสมัยเก่าที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ที่ทางราชการส่งทหารมาล่าไอ้ด่างตอนแกยังหนุ่มๆ ทุกวันนี้แกหาเลี้ยงชีพด้วยการหาปลาในคลองบางมุดไปขายในตลาดสด โดยส่วนใหญ่ แกจะเลือกมาหาปลาตรงบริเวณปากคลองตรงจุดที่ออกสู่อ่าวไทยเสียมากกว่า เพราะใกล้กับบ้านพักของแก

แกใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง ไม่มีเมียหรือลูกหลาน ซึ่งดูเหมือนแกจะใช้ชีวิตคนโสดได้อย่างคุ้มค่ามากทีเดียว มีทั้งออกไปดื่มสุรา เคล้านารีในตัวเมืองบ้าง สังสรรค์กับเพื่อนร่วมรุ่นของแกบ้าง

“วันนี้แดดร้อนจริงๆ ลงไปแช่น้ำหน่อยดีกว่า”

แกเอาผ้าขาวม้าสีแดงสลับน้ำเงินของแก พันไว้รอบเอว ก่อนที่แกจะกระโดดลงไปในน้ำที่แสนจะเย็นสบาย แม้ว่าจะอายุมากขนาดไหน แต่เฒ่าสุมิตรก็เป็น 1 ในผู้สูงอายุที่ว่ายน้ำได้อึดมากที่สุดคนหนึ่งในหมู่บ้าน แต่แกกลับไม่คาดคิดว่า ในลำคลองที่แกใช้ชีวิตอยู่มาจนเกือบ 80 กว่าปีนี้กำลังจะมอบความหายนะให้แก่ตัวแกเอง

...

หลังจากที่เดินทางรอนแรมอยู่กลางมหาสมุทรมานานหลายวัน อาศัยแค่การกินปลาเล็กปลาน้อย ครั้นจะหาอาหารขนาดใหญ่ให้เหมาะสมกับขนาดของตัวเอง ก็ค่อนข้างลำบาก หรือแม้แต่เหยื่อที่มันได้เคยลิ้มลองมาแล้วอย่างมนุษย์ ก็หาไม่เจอ เพราะส่วนใหญ่จะเจอประเภทอยู่บนเรือประมง หรือเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่พละกำลังของมัน คงไม่พอที่จะเอาหางของมันไปฟาดใส่ สำหรับตัวมันแล้ว เนื้อมนุษย์เปรียบเสมือน เนื้อสเต็กรสเลิศที่ได้กินครั้งหนึ่งก็ต้องติดใจที่อยากจะกินต่อ

การเดินทางข้ามเขตแดนในทะเลของมัน ยาวไกลกว่า 2,215 กิโลเมตร แน่นอนว่ามันกำลังหิวโซอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้ขอเพียงแค่มันได้เหยื่อมากินประทังความหิวก่อนที่จะเริ่มต้นหาที่อยู่ใหม่ของมันก็คงจะดี

ปากลำคลองแห่งหนึ่ง ที่ทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยป่าโกงกาง ดูแล้วอุดมสมบูรณ์เหมือนบ้านเกิดของมันไม่มีผิด มันโบกสะบัดหางว่ายเข้าไปใกล้มากขึ้นจนที่สุด มันก็เข้ามาสู่เขตน้ำกร่อยจนได้ มันลอยคออยู่ไม่ไกลจากเป้าหมายที่มันเห็นมาแต่ไกลนั่นคือ มนุษย์คนหนึ่งที่กำลังลงไปว่ายน้ำอยู่ ความเจนจัดในการล่าเหยื่อของมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหยื่อที่เป็นมนุษย์ มันเชี่ยวชาญในการล่าเป็นที่สุด และแน่นอนว่า การรอนแรมอยู่กลางมหาสมุทรของมัน จะต้องไม่เสียเปล่า

...

เฒ่าสุมิตร สะบัดหน้าด้วยความสดชื่น แกรู้สึกว่าตัวแกชุ่มและเย็นพอที่จะต้องขึ้นจากน้ำเสียที แกว่ายตีขากลับไปยังเรือพายเก่าๆของแกที่ลอยอยู่กลางลำคลองที่เงียบสงบแห่งนี้โดยที่แกยังไม่รู้เลยว่า อันตรายจากใต้น้ำ กำลังเข้ามาใกล้แกเต็มทน และเมื่อแกเอามือเกาะขอบเรือ แกก็ต้องร้องลั่นออกมาด้วยความตกใจและเจ็บปวด

ไม่ทันที่แกจะร้องหรือพูดอะไรอีก ร่างของแกก็ถูกกระชากให้หายลงไปใต้น้ำ แกพยายามยื้อร่างของแกให้ขึ้นสู่บนผิวน้ำให้ได้ โดยที่แกมีโอกาสได้เห็นเพียงเสี้ยววินาทีว่าแกโดนอะไรเล่นงานจากในน้ำ

คมเขี้ยวขนาดมหึมาที่ฝังแน่นลงบนขาขวาของแก เขี้ยวแหลมคมที่เจาะทะลุเนื้อเหี่ยวๆของแก ทำให้เลือดกระจายออกมาเต็มท้องน้ำ ความเจ็บปวดที่แกได้รับ อีกทั้งการที่แกสำลักจนอากาศที่เก็บไว้ในปอด หายไปหมดทำให้แกเริ่มดิ้นแรงขึ้นจนกระทั่ง ร่างของแกถูกสะบัดหลุด

เฒ่าสุมิตรเกาะชอบเรือไว้แน่น แต่แกต้องรู้สึกเจ็บปวดมากที่ขาขวา เพราะขาขวาตั้งแต่หัวเข่าลงไป ถูกวัตถุลึกลับนั่นฉีกขาดออกไปแล้ว แกพยายามร้องให้คนช่วย ในขณะที่ท้องน้ำเต็มไปด้วยเลือดของแก แต่คงจะไม่มีประโยชน์ เพราะนี่คือปากคลอง แล้วแกอยู่บ้านเพียงตัวคนเดียว ไม่มีเพื่อนบ้านหรือใครแถวนั้น

...

เมื่อเหยื่อกำลังบาดเจ็บ นับเป็นโอกาสที่ดีที่มันจะโจมตีต่อ มันยกหางของมันขึ้นสู่เหนือผิวน้ำ หางอันใหญ่โตของมันฟาดโครมลงไปที่เรือไม้ของเฒ่าสุมิตร ด้วยแรงฟาดที่หนักหน่วงทรงพลัง ทำให้ร่างของเฒ่าแห่งคลองบางมุด และเรือพายของแก หายไปจากคลองบางมุดตลอดกาล

...

บ่ายวันอาทิตย์อีกหลายวันต่อมา

ร้านตัดผม ‘กุ้งบาร์เบอร์’ริมคลองบางมุด วันนี้ชาวบ้านในละแวกเดียวกับร้าน ก็ยังคงแวะเวียนมาใช้บริการอยู่เหมือนเดิม และ ‘กุ้ง’ ชายหนุ่มผู้สืบทอดกิจการร้านตัดผมต่อจากผู้เป็นพ่อ ก็สานต่องานที่ทำกันมาหลายช่วงอายุคนได้อย่างดีเยี่ยม จัดได้ว่า ทุกคนในละแวกริมคลองบางมุด ต่างต้องมาขอใช้บริการร้านตัดผมของกุ้งแทบทุกคน ด้วยฝีไม้ลายมือและทักษะการใช้กรรไกรซอยผม กับถือ บัตตาเลี่ยนในการ จัดแต่งทรงผมของกุ้ง จัดได้ว่าขนาดมืออาชีพยังต้องยอมรับ

“ไอ้กุ้ง วันนี้ทำไอ้ทรงผมยาวๆให้ลุงหน่อยสิ ประมาณพวก ไอ้นักร้องวงเกาหลีๆอะไรพวกนั้นน่ะ” ชายวัยชราร่างผอมผู้หนึ่ง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริง ขณะที่นั่งบนเก้าอี้จัดแต่งทรงผม

“อะไรเล่าลุงช่อ ! ดูผมบนหัวลุงสิ มีให้ตัดที่ไหนเนี่ย เอ๊อ… จะให้มาทำทรงเกาหลงเกาหลี ไถไอ้ที่เป็นกระจุก หยอยๆบนหัวไม่ง่ายกว่าเหรอ”

ชายหนุ่มเจ้าของร้านตอบลูกค้าด้วยน้ำเสียงกวนๆอย่างที่ชาวบ้านและลูกค้าแถบ นั้น ได้ยินเป็นประจำ แต่ก็แฝงไปด้วยความเป็นกันเอง

“เอ้า ! เอ็ง นี่ พูดมาอย่างกับข้าแก่แล้ว ข้ายังหนุ่มนะเว้ย ดูซะ หน้าตาเต่งตึง ผิวนี้ ขาวเนียนอย่างกับผิวปลาโลมา ว่าจะแต่งหล่อไปเที่ยวงานวัดปีนี้ ให้สาวๆกรี๊ดกร๊าดกันซักหน่อย”

“ผิว เหี่ยว แถมสากเป็นปลาฉลามล่ะสิไม่ว่า แล้วลุงช่อ ผมว่าไปตัดแว่นใหม่ดีมั้ย ดู๊ดู ดูยังไงว่าตัวเองผิวขาว ฮ่าๆๆ อยากจะหัวเราะ ผมว่าถ้าลุงขาวนะ แล้วถึงป้าแม้น เมียลุง จะดำนะ โอกาสที่อีช้อน ลูกสาวลุงจะขาวเหมือนลุง มันจะยังเยอะกว่าด้วยซ้ำ นี่อะไร ลุงก็ดำ ป้าแม้นก็ดำ อีช้อนออกมา มันก็ดำสิลุง ฮ่าๆๆ ก็เพราะตัวหัวเชื้อมันดำ”

การโต้ตอบด้วยคารมเรียกเสียงหัวเราะของกุ้ง ดังไปทั่วร้าน ทำเอาลูกค้าที่เข้าคิวรอตัดผมรายต่อๆไป ถึงกับหัวเราะกันทั้งร้าน

“อ้าวๆ ไอ้นี่ ลามปามถึงลูกเมียกูแล้วนะเฮ้ย ตัดๆไปเหอะ เอาทรงเดิม ไถให้เกลี้ยงล่ะ ถ้าไม่เกลี้ยง ไม่จ่ายตังค์นะเว้ย !!”

“เออน่าลุง แหม ทำเป็นซีเรียส…”

กุ้งทำหน้าที่ตัดผมบนศีรษะของลุงช่อ ผู้เป็นลูกค้าอย่างชำนิชำนาญ กุ้งไม่จำเป็นต้องทำอะไรมาก เพียงแค่ทาแป้งลงบน ก้อนเส้นผมที่ขึ้นเป็นกระจุกเพียงแค่ 2-3 จุด บนศีรษะของลุงช่อ ก่อนจะลงมือใช้บัตตาเลี่ยนไถ ไม่กี่ครั้ง ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว กุ้งใช้ผ้าขาวเช็ดหน้าเช็ดตา และศีรษะของลุงช่อก่อนจะนำผ้าสีขาวผืนใหญ่ที่พาดไว้กับพนักพิงเก้าอี้ ที่อยู่ใกล้ๆ มาปัดที่หลังเพื่อให้เศษเส้นผม หลุดออกจากหลังคอและเนื้อผ้า

“อ้ะ เสร็จแล้วลุง”

“เท่าไหร่วะ คนหนุ่ม สามสิบบาท หรือไง”

“โหย อะไรล่ะลุง ลุงอ่ะอายุปีนี้เท่าไหร่ หกสิบแล้วไม่ใช่เหรอ แหมจะบอกว่าคนหนุ่ม ลุง กระจกก็อยู่ตรงหน้าลุงนี่ ตอนลุงตัดผมอยู่อ่ะ”

“ก็ดูหนุ่มอยู่นี่ เฮ้อ…” ลุงช่อโต้ตอบพร้อมทำทำท่าหวีเสยผมเหมือนที่บรรดา นักร้องนักแสดงทั้งหลายชอบทำกันให้เห็นตามทีวี ซึ่งทำเอากุ้งถึงกับหัวเราะลั่น

“เอาไปเถอะลุงช่อ ผมไม่คิดตังค์หรอก” กุ้งบอกไปอย่างนั้น

“อ้าว ทำไมไม่เอาล่ะ”

“ก็ลุงต้องไปหาปลาต่อไม่ใช่เหรอ เอาไปเถอะ เงินลุงน่ะเก็บไว้เถอะ อีกอย่าง เอาผมแค่สองสามก้อนออก ยังต้องมาคิดตังค์ มันไร้สาระ”

“จริงๆนะ เออๆ ยังไงก็ขอบใจมาก บุญรักษา ไอ้กุ้ง”

“คร้าบ ขอให้บุญรักษาลุงเช่นกัน อย่าพึ่งไปยมโลกก่อนผมจะมีลูกล่ะ ฮ่าๆ”

“แน่ะไอ้นี่ มาย้อนอีก”

กุ้งโบกมือลาลุงช่อ จนกระทั่งชายสูงวัยผู้นั้น ไปลงเรือพายที่จอดอยู่ที่ท่าน้ำ ริมตลิ่งด้านหน้าของร้านตัดผม ก่อนจะจัดแหจับปลาให้เรียบร้อย ตามด้วย คลายเชือกที่ผูกตัวเรือเข้ากับเสา และใช้พาย ดันตัวเรือออกจากท่าน้ำ แจวเรือออกไปยังจุดที่หาปลาเป็นประจำ ลุงช่อ ปีนี้อายุ 60 ปี เป็นชาวบ้านชาวคลองบางมุดโดยสายเลือด แกเติบโตขึ้นที่นี่ และอาศัยการหาปลาเลี้ยงชีพมาตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น เอกลักษณ์ของแกก็คือ ลักษณะของศีรษะที่ค่อนข้างจะปราศจากเส้นผมแล้ว เสียงที่ดังเอะอะ มักจะนึกว่าตัวเองหนุ่มแน่นอยู่เสมอ อีกทั้งยังเจ้าชู้เล็กๆ แกได้กับป้าแม้น หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับแก ที่พบรักกันในช่วงยังหนุ่มสาวด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งแกมีโซ่ทองคล้องดวงใจคือ ‘ช้อน’ หญิงสาวที่ซึ่งเป็นนางรำประจำหมู่บ้าน

“เว้ย…มีแต่พวกมาหาปลาเหมือนกัน แล้วแบบนี้ ปลาตัวไหนวะ มันจะมาติดแหข้า”

ลุงช่อบ่นอิดออด ก่อนที่แกจะแจวเรือ ออกไปไกลจากจุดที่แกเคยมาทอดแหเป็นประจำ เสียงพายกระทบผิวน้ำ เสียงนกร้องตามต้นไม้ริมคลอง เสียงปลาเล็กปลาน้อยกระโดดขึ้นเหนือผิวน้ำ เป็นบรรยากาศที่มองดูแล้วเพลินตาจริงๆ ลุงช่อแจวเรือไป กวาดสายตามองไปรอบๆพื้นที่คลอง ซึ่งเมื่อแกแน่ใจแล้วว่า แกพายมาไกลจากจุดที่แกมาทอดแหประจำแล้ว ซึ่งจุดที่ว่านี้ ปราศจากคู่แข่งที่จะมาแย่งแกทอดแห การพายเรือระยะไกลคราวนี้ ทำให้เรือไม้ของแก มาถึง เวิ้งน้ำแห่งหนึ่งของลำคลองบางมุด ที่ซึ่งกว้างใหญ่และเงียบสงบ และดูเหมือนปลาจะชุมอีกด้วย ทั้งสองฝั่งริมคลอง เต็มไปด้วยต้นโกงกาง และสัตว์เลื้อยคลานเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ตามป่าชายเลนริมคลอง

เวิ้งน้ำที่เงียบสงบไร้คู่แข่งที่จะมาหาปลาเหมือนกัน วันนี้อากาศค่อนข้างร้อน แสงแดดสะท้อนกับผิวน้ำ เป็นประกายระยิบระยับ มองดูแล้วสวยงามจริงๆ ลุงช่อแกหยิบเอาแหคู่ชีพขึ้นมาพันรอบข้อมือขวาของแกและยืนขึ้นทรงตัวบนเรือ เมื่อ ได้จังหวะ แกก็เหวี่ยงข้อมือที่มีแหพันอยู่รอบไปสุดแขน แหพุ่งกระจายลงไปบนผิวน้ำ ลุงแช่นั่งลง ก่อนที่จะเปิดวิทยุ FM รุ่นเก่าสีดำ ที่แกมักจะเอาลงเรือมาเปิดฟังด้วยเสมอเวลาที่แกเบื่อๆ ซึ่งวันนี้ รายการวิทยุ ซึ่งเป็นคลื่นวิทยุชุมชน ก็ได้นำเสนอเรื่องราวเรื่องหนึ่งขึ้น

“สวัสดี ยามบ่ายนะครับ สำหรับพ่อแม่พี่น้องชาวคลองบางมุดที่น่ารักทุกคน วันนี้ทุกๆคนก็ยังคงทำงานกันอย่างขะมักเขม้น สินะครับ อยากให้คนไทยเราทั่วประเทศ สามัคคีและขยันทำงานแบบพวกเราชาวบ้านบางมุดจริงๆ เอาละครับ เข้าเรื่องกันเลยนะครับ พวกเราอยู่ในชุมพร ยิ่งเป็นอำเภอหลังสวน คลองบางมุดด้วยแล้วนี่ ถ้าคนไหนไม่รู้จักชื่อของ ไอ้ด่างบางมุด นี่คงจะเชยระเบิดเลยนะครับ”

“จะไม่รู้จักได้ไง ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นไอ้เข้ที่ไหน ดุขนาดมันมาก่อน” ลุงช่อพูดขึ้นลอยๆ

“ไอ้ด่างบางมุดอย่างที่ทุกคนรู้นะครับ ว่ามันเป็นชื่อของจระเข้ยักษ์ที่เคยอาละวาดไล่กินคนในคลองบางมุดเมื่อสี่ สิบกว่าปีก่อน คาดว่าลุงๆป้าๆ ที่อาศัยอยู่แถบริมคลอง น่าจะเคยเห็นเหตุการณ์ช่วงที่ไอ้ด่างกำลังอาละวาดนะครับ ว่ามันตื่นเต้น และน่าขนลุกขนพองสยองเกล้าซักแค่ไหน แหม ขนาดพูดนี่ ผมยังขนลุกเลยครับ ไอ้ด่างเป็นจระเข้สายพันธุ์น้ำจืดกับน้ำเค็ม ที่พวกเราว่าสายพันธุ์ไอ้เคี่ยม น้ำกร่อยนี่เอง ส่วนที่มาของชื่อไอ้ด่างนี่ ก็มาจาก ที่ลำคอของมันสีขาวพาดรอบลำคอ ทั้งๆที่ลำตัวของมันเป็นสีดำ แต่มันกลับมีความดุร้ายที่มากกว่าจระเข้ทั่วๆไป และแน่นอนครับว่า มันจะเป็นจระเข้กินคนตัวสุดท้ายที่อาละวาดในประเทศไทยของพวกเรา”

ลุงช่อพายเรือเข้าไปยังจุดที่ปมจับลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำ แกเอามือขวาข้างถนัดของแกเอื้อมไปคว้าไว้ก่อนจะสาวเข้ามาแล้วใช้มือซ้ายช่วย จับ ลุงช่อดันตัวขึ้น และยืนทรงตัวบนเรืออีกทั้ง สองมือของแกยังคงกำปมแหไว้อย่างมั่นคง เมื่อรู้สึกว่า ปลาในคลองคงจะมาติดแหที่แกทอดไว้แล้ว ซึ่งภายใต้ผิวน้ำนั้น นอกจากจะมีปลานานาพันธุ์แล้ว ลุงช่อแกยังไม่รู้ว่า เงาดำของวัตถุขนาดใหญ่ เคลื่อนตัวเข้ามาใต้ท้องเรืออย่างเงียบสงบ

“วันนี้ น่าจะได้ไอ้ช่อนนะ จะเอาไปย่างให้อร่อยๆเลย” ว่าแล้วแกก็พยายามดึงแหขึ้น แต่แล้วก็เกิดแรงต้านมหาศาลจากใต้ผิวน้ำ ราวกับว่ามีอะไรกำลังดึงแย่งแหของลุงช่ออยู่ที่อีกด้านหนึ่งของแกที่อยู่ใต้ น้ำ แหเริ่มตึง

“เฮ้ย แหไปติดอะไรเข้าวะ” ลุงแช่พยายามเกร็งกล้ามเนื้อ และออกแรงที่จะดึงแหขึ้นมาจากใต้น้ำ แกเริ่มคิดไปว่า วันนี้อาจจะได้ปลาใหญ่รสชาติดีกลับไปบ้านเป็นแน่แท้ แต่ว่าในคลองแห่งนี้จะมีปลาอะไรที่จะมีแรงดึงมหาศาลขนาดนี้ ลุงช่อพยายามสุดกำลังที่จะดึงแหเข้าหาตัวแต่ในวินาทีนั้นเอง

“เฮ้ย!!”

ร่างของลุงช่อ ถูกดึงตกลงไปใต้น้ำพร้อมกับแห หลังจากกระแสน้ำสงบลงหลังจากร่างของลุงช่อตกลงไป ซึ่งไม่ทราบว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่ลุงช่อก็ยังไม่โผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ในขณะที่เรือแจวของแกยังคงลอยโคลงเคลงอยู่กลางลำคลองที่เงียบสงบเหมือนเดิม …

ความคิดเห็นที่ 1

เขียนได้ดีมากเลยครับ สู้ๆต่อไปครับผม

ความคิดเห็นที่ 2

มาต่อไวๆน้า สนุกมาก อ่านแล้วลื่นไหลได้อารมณ์ดีจ้า

ความคิดเห็นที่ 3

โห แย่มากเลยทำให้ผมติดนิยายอีกเรื่องเลย ปร๊ะ รออ่านตอนต่อไป


Function Used time : 0:0:0:44